วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

Cetirizine

Cetirizine
ประเภท  ยาแก้แพ้, ยาต้านฮีสตามีน ชนิดไม่ทำให้งาวง
รูปแบบ  ยาเม็ด 10 mg 
ขนาดและวิธีใช้
ผู้ใหญ่ และเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปี ให้ขนาด 5-10 mg วันลั 1-2ครั้ง
เด็ก อายุ 6-11 ปี ให้ขนาด 5 mg/day
ข้อบ่งใช้  รักษาและบรรเทาอาการในโรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล เยื่อบุตาอักเสบ เยื่อบุจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้ อาการคันและอาการลดพิษ
การออกฤทธิ์  การออกฤทธิ์ที่ตัวรับฮีสตามีน (H1-receptor) โดยทำให้ฮีสตามีนไม่สามารถจับกับตัวรับที่บริเวณหลอดเลือดฝอยและกล้ามเนื้อเรียบต่อมน้ำลาย และต่อมขับเมือกในระบบทางเดินหายใจ จึงไม่สามารถออกฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดได้ ทำให้การซึมของสารเหลวนอกหลอดเลือดน้อยลง จึงช่วยลดอาการบวม ยานี้ยังออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งอะเซธิลโคลิน โดยเฉพาะที่บริเวณหลอดลมฝอยและในทางเดินอาหารทำให้สารหลั่งบริเวณจมูกหรือน้ำมูกลดลง ยานี้เข้าสู้สมองได้น้อยและออกฤทธิ์นาน จึงทำให้ไม่ง่วงนอน
ผลข้างเคียง  ปวดศีรษะ มึนงง สับสน ปากแห้ง คอแห้ง อาาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
ข้อควรระวัง  ระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต หญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
คำแนะนำ 
        1.  ยานี้อาจทำให้เกิดอาการง่วงในผู้ป่วยบางราย  จึงไม่ควรขับรถหรือทำงานในเครื่องจักร
        2.  ไม่ควรรับประทานยานี้ร่วมกับยาที่กดการทำงานของสมอง เช่น ยานอนหลับ
การพยาบาล
        1.  ให้รับประทานยา 2 ครั้งต่อวัน  หรือตามแผนการรักษา
        2.  ถามประวัติการแพ้ยา  โดยเฉพาะยาต้านฮีสตามีน
        3.  ประเมินดูอาการแพ้ เช่น เยื่อบุจมูกอักเสบ  เยื่อบุตาอักเสบ เป็นต้น ก่อนและระหว่างให้ยา
        4.  บันทึกชีพจรและความดันโลหิต ก่อนและระหว่างให้ยา
        5.  สังเกตอาการมึนงง

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

สารบัญยา, Index, รายชื่อยา

รายชื่อยาทั้งหมดที่รวบรวมและจัดพิมพ์ 
จะพยายามอัพทุกสัปดาห์นะ ^^
วิธีการค้นหายา
    1. กดปุ่ม Ctrl และกดปุ่ม F พร้อมกัน  
    2. พิมพ์ชื่อยาลงในช่อง แล้วกด Enter  (ชื่อเต็ม หากใช้ชื่อยื่อจะค้นหาไม่ได้ เช่น CPM จะไม่พบ เป็นต้น) (หากไม่พบ ลองชื่อสามัญ/การค้า) 
    3. คลิกชื่อยาแล้วจะพบกับข้อมูลยาที่ต้องการ
#ยาไม่เรียงตามตัวอักษร  
รายการยามีดังต่อไปนี้

Chlorpheniramine

Chlorpheniramine, CPM
ประเภท  ยาแก้แพ้, ยาแก้แพ้กลุ่มที่แย่งจับ H1 receptor กลุ่ม Alkylamine
              รูปแบบ 
              1. ยาเม็ด 4 mg
              2. ยาน้ำเชื่อม 2 mg/5ml ในขวด 60 ml
              3. ยาฉีด 10mg/2ml
              ขนาดและวิธีใช้
              ผู้ใหญ่ ครั้ง 1 เม็ด วันละ 2-4 ครั้ง หรือฉีดครั้งละ 1/2 - 1 amp เข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าเส้นเลือด
              เด็ก ในวันละ 0.35 mg/gm แบ่งให้วันละ 2-4 ครั้ง หรือให้ตามน้ำหนักตัว ดังนี้
                           ต่ำกว่า 8 gm ครั้งละ 1/2 ช้อนช้า วันละ 2 ครั้ง
                           8-10 gm ครั้งละ ½ ช้อนชา วันละ 3 ครั้ง
                           11-16 gm ครั้งละ1/2 ช้อนชา วันละ 4 ครั้ง
                           17-24 gm ครั้งละ 1 ช้อนชา (1/2เม็ด) วันละ 3 ครั้ง
                           25-34 gm ครั้งละ 1 ช้อนชา (1/2เม็ด) วันละ 4 ครั้ง
                           มากกว่า 34 gm ให้ขนาดเท่าผู้ใหญ่
              ยาฉีด สำหรับเด็กให้ครั้งละ ¼-1/2 amp ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ
              ในกรณีที่เกิดอาการแพ้ทันที (ที่ไม่ใช่ anaphylactic shock) ให้ฉีดเข้าผิดหนัง เข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้าๆ ในขนาด 10-20 gm (ไม่เกิน 40 mg/day ในเด็กให้ 0.2 mg/kg)
              ข้อบ่งใช้ 
รักษาโรคแพ้อากาศ และลดการอักเสบเยื่อบุจมูก รวมทั้งอาการจาม คันตา น้ำตาไหล คันในคอ น้ำมูกไหล   บรรเทาอาการแพ้ เช่น ไข้ละอองฟาง ลมพิษ ลดน้ำมูกไหล และลดอาการคันอาศัยฤทธิ์ในการนอนหลับ
การออกฤทธิ์  ต้านฮิสตามีนโดยจับกับตัวรับฮีสตามีน (H1-receptor) ซึ่งอยู่ที่บริเวณเลือดฝอย กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด ต่อมขับเมือกในระบบทางเดินหายใจ ลำไส้และหลอดเลือดหัวใจ โดยจับแบบชั่วคราว ทำให้น้ำมูกลดลง ลดอาการคัน ต้านการบวม และออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้นอนหลับ
ผลข้างเคียง
1.  อาการซึม ง่วง และหลับ
2.  ปากแห้ง ทางเดินหายใจแห้ง ซึ่งทำให้ระคายคอ และไอ
3.  ทำให้เกิดอาการตื่นเต้นในเด็ก และอาจทำให้ชักได้ถ้าใช้ในปริมาณมากเกิดไป
4.  หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ได้ยินเสียงในหู เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง ผื่นคัน คัดจมูก น้ำมูกข้น เสมหะเหนียว
คำแนะนำ
              1. ในระหว่างใช้ยากลุ่มนี้ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์หรือใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางเพราะจะเสริมฤทธิ์กันในการกดระบบประสาทส่วนกลาง
              2. ผู้ที่ขับรถหรือทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล ควรระมัดระวัง เมื่อใช้ยานี้
              3. ระวังการใช้ยาในเด็ก เพราะอาจทำให้เกิดอาการตื่นเต้น ถ้าใช้ขนาดมากเกินไปอาจทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หรือเกิดอาการชัก
              4. ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพื่อความชุ่มชื่นของเยื่อบุ เนื่องจากยาจะส่งผลให้ทางเดินหายใจแห้งและเสมหะเหนี่ยวข้น
              5. รับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เพื่อลดการรบกวนกระเพาะอาหาร
              การพยาบาล
              1. สังเกตุอาการที่เกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของยา เช่น ง่วงหลับ เป็นต้น
              2. วัดความดันโลหิตและประเมินความผิดปกติ โยเฉพราะผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ก่อน
              3. แนะนำให้ผู้ป่วยงดดื่มสุราร่วมกับยา เนื่องจากยาจะสนับสนุนการออกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
              4. ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้เป็นเวลานานๆ ควรเจาะเลือดเพื่อตรวจนับเม็ดเลือดเป็นระยะ
             
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                  

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Ibuprofen

Ibuprofen
    ประเภท ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
    รูปแบบ ยาเม็ด 200 mg, 400 mg และยาน้ำเชื่อม 100mg/ช้อนชา (5ml) ขนาดขวด 60ml
    ขนาดและวิธีใช้
        1. ใช้บรรเทาปวดทั่วไป ปวดประจำเดือน ปวดไมเกรน ลดไข้
            ผู้ใหญ่ ทานตรั้งละ 200-400 mg ให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง (สูงสุดไม่เกิน 1200 mg/วัน)
            เด็กอายุ 6 เดือน - 12 ปี ทานตรั้งละ 4-10 mg ให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง (สูงสุดไม่เกิน 40 mg/วัน)
        2. ใช้บรรเทาอาการข้ออักเสบ กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
            ผู้ใหญ่ ทานตรั้งละ 400-800 mg ให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง (สูงสุดไม่เกิน 3.2 gm/วัน)
            เด็ก ทานตรั้งละ 30-50 mg ให้ซ้ำได้ทุก 8 ชั่วโมง (สูงสุดไม่เกิน 2.4 gm/วัน)
        3. เกาต์ (ระยะที่มีข้ออักเสบเฉียบพลัน)
            ผู้ใหญ่ ทานตรั้งละ 800 mg ให้ซ้ำได้ทุก 8 ชั่วโมงจนกว่าอาการจะทุเลา
    ข้อบ่งใช้ 
        1. บรรเทาอาการข้ออักเสบต่างๆ เช่น โรคปวดรูมาตอยด์ ข้อเสื่อมชนิดรุนแรง ข้อสันหลังอักเสบเรื้อรัง เกาต์ระยะเฉียบพลัน
        2. ลดไข้ ไขเหวัด
        3. บรรเทาอาการปวดจากการถอนฟัน ปวดศรีษะ ปวดกล้ามเนื้อ หลังผ่าตัด หลังคลอดบุตร และปวดประจำเดือน
    การออกฤทธิ์
        - เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพสอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการอักเสบ โดบจะลดการทำงานของเอ็นไซม์ ไซคลอกซีจีเนส (cycloxygenase) ซึ่งสำคัญในการเปลี่ยน arachidonic acid ให้เป็นProstaglandins
        - ยั้บยั้งเอนไซม์ COX1 และ COX2 (cycloxygenase) เป็นอนุพันธ์ของของ Propionic acid มีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดีพอๆ กับแอสไพริน ในขนาดต่ำๆ ใช้บรรเทาอาการปวดและอักเสบในโรคข้อ ลดไข้ ใช้แก้ปวดประจำเดือน
    ผลข้างเคียง
        - ที่พบบ่อย คือ ปวดท้อง คลื่นไส้ ร้อนในอก ปวดแสบยอดอก แน่นท้อง แต่อาการเหล่านี้จะเกิดได้น้อย กว่าที่เกิดจาก aspirin อาการอื่นๆที่พบบ้าง ได้แก่ ภาวะเกล็ดต่ำ มีผื่น ปวดศรีษะ ความดันโลหิตสูง รู้สึกหมุน ตาพร่า และอาจเกิดการมองเห็นภาพมัวๆ มีอาการคั่งน้ำ และบวม สับสน ซึม
        - ระคายระบบทางเดินอาหาร แต่เกิดน้อยกว่าaspirin เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แน่นท้อง เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ อาจมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ปวดศรีษะ ในผู้สูงอายุพบว่า ทำให้เกิดความจำเสื่อม ขาดสมาธิ สับสน นอนไม่หลับ อาจพบได้บ้าง เช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ผื่นขึ้น การมองไม่ชัด มีอาการน้ำคั่งและบวม เป็นต้น หากมีความผิดปกติเกี่ยวกับการเห็นภาพขึ้นให้หยุดยาทันที ไม่ควรใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงให้นมบุตร
    ข้อควรระวัง  ควรหลีกเลี่ยงในหญิงตั้งครรภ์ ใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยโรคไต โรคตับ โรคหอบหืด ผู้มีประวัติ เป็นแผลหรือเลือดออกที่กระเพาะอาหารหรือปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับแผลกระเพาะอาหาร เช่น แอลกอฮอล์และบุหรี่
    คำแนะนำ 
           1. ควรรับประทานอาหารยานี้หลังอาหารทันที เพื่อป้องกันการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
           2. การให้ยาเพื่อลดไข้ ไม่ควรใช้เกิน 3 วัน หากใช้แก้ปวด ไม่ควรใช้เกิน 10 วัน
           3. ผู้มีปัญหาข้ออักเสบ ควรรับประทานบาอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ระดับยาในนกระแสเลือดคงที่
           4. ไม่ควรรับประทานยาต้านอักเสบชนิดอื่น หรือaspirin ขณะรับประทานยานี้
           5. ยาน้ำเชื่อม ไม่ต้องแช่ตู้เย็น ถ้าแช่จะตะกอน
    การพยาบาล
           1. ควรให้ยาพร้อมกับอาหารหรือหลังอาหารทันที หรือพร้อมนมในเวลาก่อนนอน เพื่อลดอาการทางกระเพาะอาหาร
           2. สังเกตอาการปวด แน่นท้อง ลักษณะอุจจราระ เพื่อประเมินการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้
           3. สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ประเมินผลของการใช้ยาเป็นระยะๆ สังเกตความสามารถใรการมองเห็นของผู้ป่วย หากพบควรรายงานแพทย์เพื่อหยุดยา
           4. ช่วยบรรเทาความสุขสบายจากอาการต่างๆ
           5. ดูแลให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับยาออกจากร่างกาย
 

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Aspirin

Aspirin หรือ Acetylsalicylic acid (ASA)
        ประเภท  ยาระงับปวด ลดไข้ ชนิดไม่เสพติด aspirinเป็นยาหลักของยาในกลุ่มยาระงับปวด ลดไข้ (Analgesics/antipyretics) ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่ยาสเตีรอยด์
        รูปแบบ  ยาเม็ด 60gm, 81mg, 300mg, 325mg
        ขนาดและวิธีใช้ 
          1. ใช้แก้ปวดลดไข้ ผู้ใหญ่ ครั้งละ 2 เม็ด (ขนาด 300 mgหรือ 325 mg) รับประทานเวลามีีอาการและให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง  
          2. ใช้แก้ปวด ผู้ใหญ่และผู้มีอายุมากกว่า 10 ปี ครั้งละ 2 เม็ด (ขนาด 300 mgหรือ 325 mg) และให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง  
          3. ใช้แก้ข้ออักเสบ ผู้ใหญ่ครั้งละ 3-5 เม็ด (ขนาด 300 mgหรือ 325 mg) วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนอาหาร  
          4. ใช้ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลลือดและหัวใจ ผู้ใหญ่ให้ครั้งละ 75 - 325 mg วันละ 1 ครั้งหลังอาหารเช้าเป็นประจพทุกวัน (ในกรณีที่ไม่มีaspirinขนาด 75 mg ให้ใช้aspirinขนาด 81 mg 1 เม็ดหรือขนาด 60 mg 11/2 - 2 เม็ดแทนได้
        ข้อบ่งใช้  เป็นอนุพันธ์ของกรด Salicylic ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย เพราะมีราคาถูก มีความปลอดภัยค่อนข้างสูงหากใช้ถูกวิธี มีประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้  
          1.ลดไข้  
          2. บรรเทาอาการปวดทุกชนิด เช่น ปวดหู ปวดตา ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ ปวดประจำเดือน ปวดแผล (ยกเว้นปวดท้องโรคกระเพาะห้ามใช้)  
          3. ลดการอักเสบ เช่น ข้ออักเสบ ในโรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบรูมาตอยด์  
          4. ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่เป็นโรคสมองขาดเลือดชั่วคราว หรือ Transient ischemic attacks (TIA)
        การออกฤทธิ์  
          1. การยับยั้งการสร้างสารที่ทำให้เกิดไข้ คือ Prostaglandins ที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายที่อัยโปธาลามัส กระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว และทำให้นย์ควบคุมอุณหภูมิอยู่ในระดับปกติ จึงนิยมใช้ลดอุณหภูมิในร่างกายที่มีสารทำให้เกิดไข้  
          2. ยับยั้งการสร้างสาร Prostaglandins ที่ทำให้เกินความเจ็บปวด ทำให้ตัวรับความรู้สึกไม่ไวต่อการกระตุ้น จึงได้ผลดีต่อการระงับปวดชนิดตื้นๆ หรือปวดตุ้บๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการอักเสบ ในกรณีที่เป็นความเจ็บปวดจากการกระตุ้นที่ปลายประสาทรับความรู้สึกโดยตรงจะได้ผลน้อย เช่น ในรายที่ปวดลักษณะเหมือนของแหลมคม และทิ่มแทง เป็นต้น  
          การให้aspirinไม่สามารถระงับความเจ็บปวดที่เกิดจากการให้ Prostaglandins ที่ตำแหน่งนั้นโดยตรง และยังสามารถการอักเสบ โดยการยับยั้งการสร้างสาร Prostaglandins ผ่านการลดการสร้างเอนไซม์ cycloxygenase ซึ่งมีผลต่อการกระตุ้นการเจ็บปวด และกระบวนการอักเสบ โดยออกฤทธิ์ต่อตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด ทั้งส่วนกลางและส่วนปลาย 
        ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง  
          1. มีอาการแพ้โดยมีผื่นคัน ผื่นแดง ลมพิษ ผิวหนังลอก มีอาการบวม อาจจะเกิดอาการพิษตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง หากแพ้มากๆอาจเป็นหอบหรือชัก ถ้าพบอาการดังกล่าวให้หยุดยาชนิดนี้อย่างเด็ดขาดเพราะจะทำให้แพ้อีก  
          2. อาจจะมีอาการระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้ปวดท้อง มีอาการอาเจียนบางรายอาจมีอาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร จะไม่ควรใช้ในขณะท้องว่างหรือมีประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหาร  
          3. หากใช้ยาขนาดมากเกินไป จะทำให้มีอาการมึมงง ใจสั่น หูอื้อ หากรุนแรงอาจชัก ซึมจนไม่รู้สึกตัว ในเด็กอาจตายได้ เรียกว่า (Salicylate poisoning)  
          4. ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติซีดเหลืองบ่อยจากโรคโลหิตจางเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกเพราะจะทำให้เกิดอาการซีดเหลืองมากขึ้น  
          5. ทำให้เลือดออกง่าย เพราะยานี้ทำให้การเกาะตัวของเกล็ดเลือดลดลง (Platelets aggregation) จึงห้ามใช้ในผู้ป่วยที่สงสัยจะมีเลือดออก เช่น ไข้เลือดออกและโรคเลือดต่างๆ  
          6. ไม่ควรใช้ในเด็กต่ำกว่า 1 ขวบ และไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า19 ปี ที่เป็นไข้หวัดหรืออีสุกอีใส ทำให้เกิด Reye's Syndrome ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงถึงตายได้  
          7. ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนก่อนคลอด อาจทำให้ตกเลือดได้ง่าย และทำให้ทารกผิดปกติ และไม่ใช้ในหญิงให้นมบุตร เนื่องจากยานี้ขับออกมากับนม  
          8. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเกาต์ เนื่องจากอาจทำให้กรดยูริคในเลือดสูงและโรคเกาต์กำเริบได้
          9. หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านอัดเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และแอลกอฮอล์เพราะอาจเสริมฤทธิ์ในการระคายเคืองต่อกระเพาพอาหารมากขึ้น
          10. ยานี้อาจเสริมฤทธิ์ยาเม็ดรักษาเบาหวานและสารกันเลือดเป็นลิ่ม ทำให้สารเหล่านี้ออกฤทธิ์แรงขึ้นจนอาจเป็นอันตรายได้ เช่น เกิดภาวะน้ำตาลใรเลือดต่ำ ภาวะเลือดออก เป็นต้น
        การพยาบาล
          1. ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แผลในทางเดินอาหาร ในผู้ป่วยที่แพ้ยานี้ ห้ามใช้ในเด็กเด็กเล็กและเด็กวัยรุ่นที่มีอาการไข้เนื่องจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น อีสุกอิใส ไข้เลือดออก เป็นต้น ห้ามใช้ในผู้ป่วยฮีโมฟิเลีย ผู้กำลังได้รับยาห้ามการแข็งตัวของเลือด
          2. ระวังการใช้ยานี้ในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตยมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ เพราะจะมีผลรบกวนระยะการคลอด ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติแผลในทางเดินอาหาร โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคเลือด และโรคหืด
          3. รับประทานยาหลังอาการทันที หรือหลังรับประทานอาหารใหดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อลดความเข้มข้นของกรดในยาให้เจือจางลง ป้องกันยาระคายเคืองกระเพาะอาหาร ห้ามรับทานพร้อมกับนม หรือยาลดกรด ควรเว้น 2 ชั่วโมง
          4. ให้ดื่มน้ำ เครื่องดื่ม หรือรับประทานอาหารอาหารเหลวบ่อยๆ เพื่อช่วยลดความร้อน ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหลังรับประทานยา
          5. ควรหยุดยา aspirin ในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดแน่นท้อง อุจจาระมีสีดำ มีจ้ำเลือด หรือจุดเลือดตามตัว
          6. ไม่ซื้อยารับประทานเองและใช้ยาเป็นเวลานาน เพราะอาจรับประทานยาเกินขนาด เกิดพิษและอาการข้างเคียง
          7. สังเกตพิษและผลข้างเคียง เชาน หูอื้อ เวียนศรีษะ จุดจ้ำเลือด ผื่นคัน เป็นต้น
          8. หากผู้ป่วยรับประทานยาเกิดขนาด ให้การช่วยเหลือโดยหยุดใช้ยา เตรียม Salicylate ในเลือด กระตุ้นให้อาเจียนหรือล้างท้อง และให้ยาแก้ฤทธิ์ เช่น Activated chacoal เป็นต้น เตรียมสารน้ำให้ทางหลอดเลือดดำ เพื่อให้ไตทำงานปกติ โดยใช้5%D/W อาจให้โซเดียมไบคาร์บอเนตเพื่อเพิ่มpH เร่งการขับถ่ายยา หากอาการไม่ดีขึ้นแพทย์อาจพิจารณาทำDialysis ชนิดแลกเปลี่ยนพิษยาทางหน้าท้อง(Peritoneal dialysis)หรือทางเลือด(Hemodialysis)

วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

Paracetamol

Paracetamol หรือ Acetaminophen (อะเซตามิโนเฟน)
        ประเภท  ยาแก้ปวด ลดไข้ เป็นยาชนิดไม่เสพติดที่นิยมใช่อย่างแพร่หลาย เพราะมีฤทธิ์ข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่ายาในกลุ่ม NSAIDs และ Aspirin  ให้ผลระงับปวดได้ดี
        รูปแบบ 
          1. ยาเม็ด ขนาด 325/500 mg 
          2. ยาน้ำเชื่อม 120mg/2ml  3. ยาฉีด 300mg/2ml
        ขนาดและวิธีใช้ 
          1. ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด (500 mg) ทุก 4-6 ชั่วโมง สูงสุดไม่เกิน 4 gm/วัน 
          2. เด็ก รับประทานครั้งละ 10-15 mg/kg  4-6 ชั่วโมง
        ข้อบ่งใช้ 
          1. ใช้ระงับอาการปวดที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ ปวดหู ปวดฟัน ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน และใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ Aspirin หรือใช้Aspirin ไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาการอักเสบ ผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด และผู้ที่ปัญหาเลือดออกนานผิดปกติ 
          2. ลดไข้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส หรือมีภาวะอักเสบ(inflammation) 
       3.บรรเทาอาการปวดให้ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม โรคเกาต์
    การออกฤทธิ์ เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพสอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ในระบบประสาทส่วนกลางได้ดี ซึ่งสารพสอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) เป็นตัวทำให้เกิดความเจ็บปวด และทำให้เกิดไข้ ทำให้มีฤทธิ์ลดอาการปวดและลดไข้ แต่มีฤทธิ์อ่อนมากในการต้านการอักเสบ ทำให้ไม่เกิดแผลในทางเดินอาหารและไม่มีผลต่อการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ยาจะออกฤทธิ์สูงสุดในเวลา 30-60 นาทีหลังได้รับยา ยาจะมีพิษต่อตับและไตหากได้รับเกินขนาดจึงไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันเกิน 10 วันในผู้ใหญ่ หรือ 5 วันในเด็ก ควรใช้ยาอย่างระมัดระวังใรผู้ป่วยโรคตับและไต
        ผลข้างเคียง อาการพิษเริ่นต้น ภายใน 24 ชั่วโมง โดยอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ท้องเดิน ยานี้ในขนาดและวิธีใช้รักษาจะไม่มีอาการข้างเคียงหรืออาการแพ้รุนแรง  ผู้ที่แพ้ยาอาจจะมีอาการผื่นขึ้นตามผิวหนัง อาการลมพิษและคัน อาจเกิดอาการในระบบเลือดซึ่งพบได้น้อย เช่น ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำและเกร็ดเลือดต่ำ หากใช้ยาเกินขนาดอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตเนื่องจากตับถูกทำลาย มีผลทำลายไตและให้ให้เกิดอาการโคม่าเนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการพิษต่อตับจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับยาเกิดขนาดในครั้งเดียว 10-15 gm แต่ถ้าหากได้รับ 20-25 gm หรือมากกว่าอาจทำให้เสียชีวิต
        การพยาบาล  การพยาบาลและให้แนะนำ
          1. ควรดื่มน้ำ เครื่องดื่ม หรือรับประทานอาหารเหลวบ่อยๆ เพื่อช่วยลดความร้อน ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหลังรับประทานยา
          2. ไม่ควรซื้อยารับประทานเองและไม่ใช้ยาเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้รับประทานยาเกินขนาด เกิดพิษและอาการข้างเคียง
          3. ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคตับและผู้ที่ติดแอลกฮอล์ แอลกอฮอร์จะเสริมฤทธิ์ในการทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ ในรายที่ได้รับยาเกินขนาด
          4. หากผู้ป่วยได้รับยาเกินขนาด ควรได้รับการรักษาโดยการรักษาล้างท้อง และได้รับยา N-acetylcysteine ซึ่งได้ผลดีภายใน 10 ชั่วโมงหลังได้รับยาเกินขนาด
          5. หากมีอาการแพ้ยาควรหยุดยาทันที
          6. ยาน้ำเชื่อม ไม่ต้องแช่ตู้เย็น ถ้าแช่จะตกตะกอน