วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ยาcase 3

Tramadol

ประเภท ยาระงับปวด (Analgesic) รูปแบบ ยาเม็ด ขนาด 50 mg ขนาดและวิธีใช้ รับประทานครั้งละ 1 เม็ด (50 mg) 2 เวลาหลังอาหาร เช้า-เย็น ข้อบ่งใช้ ยาบรรเทาอาการปวดออกฤทธิ์ที่ประสาทส่วนกลาง ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก การออกฤทธิ์ เป็นยาในกลุ่มโอพิออยด์ (opioids) ออกฤทธิ์เหมือนมอร์ฟีน ใช้ระงับอาการปวดระดับปานกลางถึงรุนแรงเช่นเดียวกับมอร์ฟีน (morphine) โดยออกฤทธิ์กระตุ้นที่มิว รีเซปเตอร์ แต่เนื่องจากยาชนิดนี้ระงับอาการปวดได้น้อยกว่ามอร์ฟีน 5-20 เท่า จึงทำให้ยาชนิดนี้ไม่จัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษ นอกจากนี้ tramadol ยังออกฤทธิ์ระงับปวดปลายประสาท โดยออกฤทธิ์ยับยั้งตัวเก็บกลับสารสื่อประสาท (transporter) ชนิดซีโรโธนิน(serotonin) และ นอร์อีพิเนฟริน (norepinephrine) ที่บริเวณปลายประสาท ทำให้บริเวณปลายประสาทมีปริมาณสารสื่อประสาททั้งสองชนิดเพิ่มขึ้น จึงสามารถลดอาการปวดได้ ผลข้างเคียง พบได้ตั้งแต่ไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก มือสั่น ใจสั่น ความดันโลหิตต่ำ มึนงง ง่วงซึม ประสาทหลอน จนถึงรุนแรงระดับนำไปสู่การเสียชีวิต เช่น ชักกดศูนย์การหายใจของร่ายกาย หรือซีโรโธนินซินโดรม (serotonin syndrome) ซึ่งจะมีอาการแสดงในหลายๆ ระบบของร่างกายพร้อมกัน เช่น กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกร่วมกับความดันโลหิตสูงและประสาทหลอน ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้ โดยไม่รักษาจะนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด การพยาบาล การพยาบาลและให้แนะนำ 1. ดูแลให้ยาตามคำสั่งจากแพทย์ เพราะยาชนิดนี้ถือเป็นยาอันตราย 2. ไม่ควรซื้อยารับประทานเองและไม่ใช้ยาเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้รับประทานยาเกินขนาด เกิดพิษและอาการข้างเคียง 3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาทหรือสารเสพติดก่อนใช้ยาชั่วระยะหนึ่ง และห้ามรับประทานยาทรามาดอลพร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด 4. ผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคลมชัก หรือมีประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะหรือเคยมีอาการชักห้ามใช้ยาโดยเด็ดขาด 5. หากมีอาการแพ้ยาควรหยุดยา 6. ดูแลการการหยุดยา การหยุดยาทันทีอาจจะทำให้เกิดอาการขาดยา ได้แก่ อาการวิตกกังวล เหงื่อออก สั่น นอนไม่หลับ ปวดตามตัว คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง ในรายที่รุนแรงอาจจะมีอาการหูแว่วหรือเห็นภาพหลอน ดังนั้นจะต้องลดขนาดยาไม่หยุดยาทันที 7. แนะนำอาการของยาเกินขนาด อาการแสดงของการได้รับยาเกินขนาดได้แก่ หายใจช้า ง่วงซึมหากรุรแรงจะหมดสติถึงขั้นโคม่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง มือเย็นและเหงื่อออก ม่านตาเล็ก อาจจะมีอาการชัก หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตต่ำ หัวใจอาจจะหยุดเต้น


Paracetamol หรือ Acetaminophen (อะเซตามิโนเฟน)
        ประเภท  ยาแก้ปวด ลดไข้ เป็นยาชนิดไม่เสพติดที่นิยมใช่อย่างแพร่หลาย เพราะมีฤทธิ์ข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่ายาในกลุ่ม NSAIDs และ Aspirin  ให้ผลระงับปวดได้ดี
        รูปแบบ 
          1. ยาเม็ด ขนาด 325/500 mg  
          2. ยาน้ำเชื่อม 120mg/2ml  3. ยาฉีด 300mg/2ml
        ขนาดและวิธีใช้  
          1. ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด (500 mg) ทุก 4-6 ชั่วโมง สูงสุดไม่เกิน 4 gm/วัน  
          2. เด็ก รับประทานครั้งละ 10-15 mg/kg  4-6 ชั่วโมง
        ข้อบ่งใช้ 
          1. ใช้ระงับอาการปวดที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ ปวดหู ปวดฟัน ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน และใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ Aspirin หรือใช้Aspirin ไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาการอักเสบ ผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด และผู้ที่ปัญหาเลือดออกนานผิดปกติ  
          2. ลดไข้จากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส หรือมีภาวะอักเสบ(inflammation)  
       3.บรรเทาอาการปวดให้ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม โรคเกาต์
    การออกฤทธิ์ เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพสอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ในระบบประสาทส่วนกลางได้ดี ซึ่งสารพสอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) เป็นตัวทำให้เกิดความเจ็บปวด และทำให้เกิดไข้ ทำให้มีฤทธิ์ลดอาการปวดและลดไข้ แต่มีฤทธิ์อ่อนมากในการต้านการอักเสบ ทำให้ไม่เกิดแผลในทางเดินอาหารและไม่มีผลต่อการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ยาจะออกฤทธิ์สูงสุดในเวลา 30-60 นาทีหลังได้รับยา ยาจะมีพิษต่อตับและไตหากได้รับเกินขนาดจึงไม่ควรใช้ยานี้ติดต่อกันเกิน 10 วันในผู้ใหญ่ หรือ 5 วันในเด็ก ควรใช้ยาอย่างระมัดระวังใรผู้ป่วยโรคตับและไต
        ผลข้างเคียง อาการพิษเริ่นต้น ภายใน 24 ชั่วโมง โดยอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ท้องเดิน ยานี้ในขนาดและวิธีใช้รักษาจะไม่มีอาการข้างเคียงหรืออาการแพ้รุนแรง  ผู้ที่แพ้ยาอาจจะมีอาการผื่นขึ้นตามผิวหนัง อาการลมพิษและคัน อาจเกิดอาการในระบบเลือดซึ่งพบได้น้อย เช่น ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำและเกร็ดเลือดต่ำ หากใช้ยาเกินขนาดอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตเนื่องจากตับถูกทำลาย มีผลทำลายไตและให้ให้เกิดอาการโคม่าเนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการพิษต่อตับจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับยาเกิดขนาดในครั้งเดียว 10-15 gm แต่ถ้าหากได้รับ 20-25 gm หรือมากกว่าอาจทำให้เสียชีวิต
        การพยาบาล  การพยาบาลและให้แนะนำ
          1. ควรดื่มน้ำ เครื่องดื่ม หรือรับประทานอาหารเหลวบ่อยๆ เพื่อช่วยลดความร้อน ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดหลังรับประทานยา
          2. ไม่ควรซื้อยารับประทานเองและไม่ใช้ยาเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้รับประทานยาเกินขนาด เกิดพิษและอาการข้างเคียง
          3. ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคตับและผู้ที่ติดแอลกฮอล์ แอลกอฮอร์จะเสริมฤทธิ์ในการทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ ในรายที่ได้รับยาเกินขนาด
          4. หากผู้ป่วยได้รับยาเกินขนาด ควรได้รับการรักษาโดยการรักษาล้างท้อง และได้รับยา N-acetylcysteine ซึ่งได้ผลดีภายใน 10 ชั่วโมงหลังได้รับยาเกินขนาด
          5. หากมีอาการแพ้ยาควรหยุดยาทันที
          6. ยาน้ำเชื่อม ไม่ต้องแช่ตู้เย็น ถ้าแช่จะตกตะกอน     



Concor

ประเภท ยาลดความดันโลหิต และเป็น B-adrenergic receptor blocking agents ข้อบ่งใช้ ควบคุมความดันโลหิตสูง ใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Premature ventricular contraction) โรคหลอดลอักเสบเรื้อรัง โรคถุงลมโป้งพอง และโรคอื่นๆ ที่มีอาการหลอดลมหดเกร็งร่วมด้วย การออกฤทธิ์ ปิดกั้นการกระตุ้นเบต้า ตัวรับ Adrenegic ที่หัวใจถูกปิดกั้นมีผลทำให้อัตราการเต้นและ แรงบีบตัวของหัวใจลดลง ความดันโลหิตลดลง ยับยั้งการสร้างเรนินที่ไตทำให้ความดันโลหิตลดลง
ผลข้างเคียง หัวใจเต้นช้า เต้นเร็วหรือไม่สม่ำเสมอ มึนงงหรือเป็นลม มือเท้าเย็น นอนไม่หลับ อ่อน เพลีย เหนื่อยงย สับสน ซึมเศร้า ฝันร้าย อาจหมดสมรรถภาพทางเพศ ปัสสาวะบ่อยสีเข้ม หายใจลำบาก ฟังปอดมีเสียงหวีด
การพยาบาล 1. วัดความดันโลหิต จับชีพจรก่อนให้ยาทุกครั้ง ชั่งน้ำหนักทุกวัน ดูสมดุลของน้ำดื่มและปัสสาวะ เพื่อประเมินภาวะน้ำเกิน เช่น บวม น้ำหนักขึ้น ฟังปอดได้ยินเสียง crepitation เส้นเลือดดำที่คอโปงพองเป็นต้น ถ้าพบสิ่งผิดปกติเหล่านี้ต้องรีบรายงา 2 ติดตามผลการตรวจเลือด โดยดูระดับ BUN, Uric acid, Lipoprotein, Triglyceride, Serum electrolyte, Blood glucose, CBC, WBC, Platelets เพื่อดูหน้าที่ของไตและตับ 3 แนะนำให้ผู้วยเปลี่ยนท่าช้าๆ เวลาลุกขึ้นนั่งหรือยืน หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น ดื่มสุรา และอากาศร้อน หากมีอาการมึนงงให้ระวังอุบัติเหตุจากการขับรถหรือจากเครื่องจักร

50% MgSo4
ประเภท ยาระงับชัก ข้อบ่งใช้ รักษาอาการชักที่เกิดจาก Toxemia of pregnancy, Epilepsy หรือเมื่อมีระดับ Magnesum ต่ำซึ่งมีส่วนทำให้เกิดอาการชัก เช่น ภาวะ Hypothyroidism, Glomerulonephritis ในผู้ป่วย Eclampsia ในผู้ป่วยเด็กที่มี Acute nephritis เพื่อควบคุมความดันโลหิตสูง Encephalopathy และอการชัก ใช้ทดแทนการขาด Magnesium ให้ร่วมกับ TPN และใช้เป็นยาระบาย การออกฤทธิ์ หากให้ทางหลอดเลือดดำ ยาจะออกฤทธิ์กด CNS และกดกล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อลาย และกล้ามเนื้อหัวใจ ระงับการชัก (โดยกดประสาท CNS และลดการหลั่ง Acetylcholine ทำให้กั้นการทำงนของระบบประสาทและกล้มเนื้อส่วนปลาย)
ผลข้างเคียง อาจเกิดภาวะแมกนีเซียมเกินในเลือด ได้แก่ หน้าแดง เหงื่อออก กระหายน้ำ ความดันโลหิต ต่ำ ง่วงหลับ สับสน กล้มเนื้ออ่อนแรง อัมพาต อุณหภูมิต่ำ กดการทำงานของหัวใจ และมีภาวะแคลเซียมในเลือดตำ การพยาบาล
1. ตรวจสอบความดันโลหิตและชีพจรทุก 15 นาทีและตรวจหาระดับแมกนีเซียมในชีรัมเป็นระยะๆ 2. สังเกตอาการพิษจากแมกนีเชียมเกิน เช่น อาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง รู้สึกร้อน มึนงง สับสน Deep tendon reflexes ถูกกด กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตัน ตรวจระดับ แคลเชียมและฟอสฟอรัส บันทึกความสมดุลของน้ำดื่มและปัสสาวะ

NPH
ประเภท เป็นยาลดน้ำตาลในเลือด ชนิดฉีดออกฤทธิ์นานปานกลาง น้ำยามีลักษณะขุ่น เนื่องจากเติม โปรตามีน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งลงไป เพื่อให้การออกฤทธิ์เร็วและมีฤทธิ์อยู่นาน ข้อบ่งใช้ ในกรณีที่แพ้อินสุลินชนิดอื่นๆ หรือผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะเป็น Thrombotic phenomena ไม่ควรใช้แทน Regular insuln และภาวะฉุกเฉิน การออกฤทธิ์ อินสุลินออกฤทธิ์ โดยจับกับอินสุลินรีเซพตร์ที่เยื่อหุ้มเชลล์ มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยเร่งกลูโคสเข้าเซลล์กล้ามเนื้อและไขมันดีขึ้น ให้ผลในทางเสริมสร้าง คือ จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างไกลโคเจน โปรตีน ไขมัน และกรดนิวคลิอิกต่างๆ โดยช่วยในการทำงานของ เอนไซม์ Glycogen synthetase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจน
ผลข้างเคียง 1. เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ 2. เกิดรอยบุ๋มหรือรอยตรงบริเวณที่ฉีดยา เนื่องจากการลีบ หรือการเจริญเติบโตผิดปกติ (Hypetrophy) ของเนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้การดูดซึมของอินสุลินลดน้อยลง ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 2.1 การเกิดรอบุ๋ม เชื่อว่าเป็นผลจากสารโปรอินสุลินและโปรตีนที่ปนเปื้อนมากับอินสุลิน ทำให้เกิดแอนติบอดีย์ต่ออินสุลิน 2.2 การเกิดรอยนูน เชื่อว่าเป็นผลจากฤทธิ์กระตุ้นการสร้างไขมันของอินสุลิน 3. การแพ้อินสุลิน มักเกิดจากอินสุลินที่มีความบริสุทธิ์ต่ำ มักปฏิกิริยาตรงผิวหนังบริเวณที่ฉีดซึ่งเป็นผลจาก IgE ทำให้เกิดอาการคันและบวมแดง
4. การดื้อต่ออินสุลิน อาจเกิดจากร่างกายสร้าง IgE มาต้นฤทธ์อินสุลิน 5. ตาพร่ำมัว เกิดจkกอินสุลิน ทำให้แรงดันออสโมติก ระหว่างเลนส์กับน้ำในลูกตาเปลี่ยนแปลง ทำให้เลนส์บวม ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับคนสายตาสั้น
การพยาบาล 1. การฉีดอินสุลิน 2 ชนิดร่วมกัน ควรดูดอินสุลินชนิดใส (RI) ก่อน แล้วจึงดูดอินสุลินชนิด ขุ่น (NPH) เพื่อป้องกันมิให้ขวดน้ำยาชนิดใสถูกผสมด้วยน้ำยาชนิดซุ่นจากความผิดพลาด ขณะดูดน้ำย ซึ่งหากนำน้ำยาขวดนี้ไปฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำจะเกิดอันตรายได้ 2. ควรเปลี่ยนตำแหน่งที่ฉีดยา เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีและป้องกันผิวหนังบุ๋มหรือนูน โดยเลือกบริเวณที่ฉีด คือ ฉีดได้ง่าย เช่น บริเวณหน้าท้อง หน้าขา หลัง แขน เป็นต้น บริเวณที่อินสุลินดูดซึมได้ดี คือ ระหว่างชั้น ไขมันกับกล้ามเนื้อ ไม่ควรฉีดอินสุลินบริเวณกล้ามเนื้อที่ใช้ออกกำลังกาย เพราะจะทำให้การดูดซึมอินสุลินจากบริเวณที่ฉีดเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ 4. การเก็บอินสุลิน ต้องเก็บในตู้เย็น อุณหภูมิ 2-5C หากต้องเดินทางอาจเก็บไว้ในภาชนะที่อุณหภูมิไม่เกิน 30c ได้ และควรใช้ภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน 5. สอนให้ผู้ป่วยฉีดอินสุลินได้ด้วยตนเอง



RI
ประเภท ยาลดน้ำตาลในเลือด (Hypoglycemic drugs) ชนิดฉีดออกฤทธิ์สั้นเห็นผลเร็ว น้ำยามีลักษณะใส ข้อบ่งใช้ รักษา Diabetic coma. Diabetic acidosis หรือภาวะฉุกเฉินอื่นๆ การออกฤทธิ์ อินสุลินออกฤทธิ์ โดยจับกับอินสุลินรีเซพตอร์ที่เยื่อหุ้มเซลล์ มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในโดยเร่งกลูโคสเข้าเซลล์กล้ามเนื้อและไขมันดีขึ้น ให้ผลในทางเสริมสร้าง คือให้ร่างกายสร้างไกลโคเจน โปรตีน ไขมัน และกรดนิวคลิอิกต่างๆ โดยช่วยในการทำงานของเอนไซม์ glycogen synthetase ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจน
ผลข้างเคียง 1. เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ 2 เกิดรอยบุ๋มหรือนูนตรงบริวณที่ฉีดยา เนื่องจากการลืบ หรือการเจริญเติบโตผิดปกดิ(Hypertrophy) ของเนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้การดูดซึมของอินสุลินลดน้อยลง ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 2.1 การเกิดรอยบุ๋ม เชื่อว่าเป็นผลจากสารโปรอินสุลินและโปรตีนที่ปนเปื้อนมากับอินสุลิน ทำให้เกิดแอนติบอดีต่ออินสุลิน 2.2 การเกิดรอยนูน เชื่อว่าเป็นผลจากฤทธิ์กระตุ้นการสร้างไขมันของอินสุลิน 3. การแพ้อินสุลิน มักเกิดจากอินสุลินที่มีความบริสุทธิ์ต่ำ มักมีปฏิกิริยาตรงผิวหนังบริเวณที่ฉีดซึ่งเป็นผลจาก lgE ทำให้เกิดอาการคันและบวมแดง 4. การดื้อต่ออินสุลิน อาจเกิดจกร่างกายสร้าง lgE มาต้านฤทธิ์อินสุลิน 5. ตาพร่ามัว เกิดจากอินสุลิน ทำให้แรงดันออสโมติก ระหว่างเลนส์กับน้ำในลูกตาเปลี่ยนแปลง ทำให้เลนส์บวม ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับคนสายตาสั้น
การพยาบาล 1. การฉีดอินสุลิน 2 ชนิดร่วมกัน ควรดูดอินสุลินชนิดใส (R) ก่อน แล้วจึงดูดอินสุลินชนิดขุ่น (NPH) เพื่อ ป้องกันมิให้ขวดน้ำยชนิดใสถูกผสมด้วยน้ำยาชนิดขุ่นจากความผิดพลาดขณะดูดน้ำยา ซึ่งหากนำน้ำยาขวดนี้ไปฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำจะเกิดอันตรายได้
2. ควรเปลี่ยนตำแหน่งที่ฉีดยา เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีและป้องกันผิวหนังบุ๋มหรือนูนบริเวณที่ฉีด คือ ฉีดได้ง่าย เช่น บริวณหน้าท้อง หน้าขา หลัง แขน เป็นต้น บริเวณที่อินสุลินดูดซึได้ดี คือ ระหว่างชั้นไม้นกับกล้ามเนื้อ 3. ไม่ควรฉีดอินสุลินบริเวณกล้ามเนื้อที่ใช้ออกกำลังกาย เพราะจะทำให้การดูดซึมอินสุลินจากบริเวณที่ฉีดเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ 4. การเก็บอินสุลิน ต้องเก็บในตู้เย็น อุณหภูมิ 2-5C หากต้องเดินทางอาจเก็บไว้ในภาชนะ ที่อุณหภูมิไม่เกิน 30c ได้ และควรใช้ภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน 5. สอนให้ผู้ป้วยฉีดอินสุลินได้ด้วยตนเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น